วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

ศิลปวัฒนธรรมประเพณีไทย


ประวัติศิลปวัฒนธรรมประเพณีไทย


อิทธิพลจากต่างชาติต่อไทยนั้นมีมานาน เห็นได้จากหลักฐาน โบราณวัตถุบ้านเชียง  ศิลปวัฒนธรรมประเพณีของไทยได้รับอิทธิพลจากจีนและอินเดีย ส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพุทธ ผสมรวมศาสนา พราหมณ์กับฮินดู ปนด้วยความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ เช่น
 อิทธิพลจากศาสนาพุทธ เช่น  การทำบุญตักบาตร ความเชื่อเรื่อง บาปกรรม จารีตต่างๆ
 อิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ฮินดู เช่น การตั้งศาล พิธีแช่น้ำ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
 อิทธิพลจากความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ  เช่น  ความเชื่อเรื่องผีสาง การทำนายฝัน ดูดวง

ประเพณีสำคัญของไท  เช่น


สงกรานต์เดิมเป็นวันขึ้นปีใหม่แบบไทย ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี กิจกรรมที่ชาวไทยนิยมทำในวันนี้คือทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และรดน้ำให้กัน เป็นประเพณีที่ชาวต่างชาติรู้จักรกันมากที่สุด


ลอยกระทงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ้งหากเทียบการนับเดือนในปัจจุบันจะตรงกับปลายเดือนพฤศจิกายนประเพณีลอยกระทงมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยริเริ่มโดยนางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬารัตน์เหตุผลที่ประดิษฐ์กระทงก็เพื่อขอขมาพระแม่คงคา ที่เราอาศัยน้ำดื่มกินและใช้ประโยชน์สารพัด เมื่อลอยกระทง เราจะจุดธูปเทียนที่ปักบนกระทงอธิฐานขอพรขอขมาพระแม่คงคาแล้วลอยลงแม่น้ำลำคลอง




วัฒนธรรมไทย

ประวัติวัฒนธรรมไทย



คำว่าวัฒนธรรมมาจากคำว่า “Culture” ในภาษาอังกฤษ ซึ้งคำนนี้มีรากศัพท์มาจาก “Cultura” ในภาษาละติน มีความหมายว่า การเพาะปลูกและบำรุงให้เจริญงอกงาม คำว่าวัฒนธรรมในภาษาไทย เป็นคำที่ได้มาจากการรวมคำ 2 คำ เข้าด้วยกัน คือ คำว่า วัฒนะหมายถึง ความเจริญงอกงาม รุ่งเรือง และ คำว่า ธรรมหมายถึง การกระทำหรือข้อปฎิบัติ เมื่อรวมกันแล้ว วัฒนธรรมตามความหมายของคำในภาาาไทยจึงหมายถึงข้อปฎิบัติเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงาม

พระราชบัญญัตวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 ได้ให้ความหมายว่าวัฒนธรรมและศึลธรรมอันดีงามของประชาชน

พระยาอนุมานราชธน กล่าวว่า วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตสร้างขึ้นเพื่อความเจริญงอกงาม ในวิถีแห่งชีวิตของส่วนรวม วัฒนธรรมคือ วิถีทางแห่งชีวิตมนุษย์ ในส่วนรวมที่ถ่ายทอดกันได้ เรียกกันได้ เอาอย่างกันได้ เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว วัฒนธรรม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นไว้เพื่อนำเอาไปใช้ช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ในสังคม ซึ้งจะรวมถึงช่วยแก้ปัญหาและช่วยสนองความต้องการของสังคม

วัฒนธรรมไทย : ด้านการแต่งกาย


วัฒนธรรมไทยด้านการแต่งกาย ตั้งแต่ในอดีตมานั้นคนไทยมีเอกลักษณ์ด้านการแต่งกายที่ใช้ผ้าไทยซึ่งทำจากผ้าไหม ผ้าทอมือต่างๆ นำมาทำเป็นผ้าสไบสำหรับผู้หญิงไทย ส่วนผู้ชายก็มีการแต่งกายที่นิยมสำหรับชาวบ้านก็คงหนีไม่พ้นผ้าขาวม้าซึ่งนิยมใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันก็ยังมีอยู่
ตัวอย่าง ในสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นหญิงไทยจะนุ่งโจงกระเบนสวนเสื้อรัดรูปแขนกระบอก ผู้ชายจะนุ่งผ้าม่วงโจง สวมเสื้อคอปิด ผ่าอกแขนยาว โดยปกติจะไม่นิยมใส่เสื้อ ซึ่งในปัจจุบันนี้เราหาแทบไม่ได้แล้วสำหรับการแต่งกายแบบนี้ เนื่องจากคนไทยสมัยปัจจุบันนิยมแต่งกายตาม แบบนิยมตามชาวยุโรปซึ่งทำให้กายแต่งกายแบบอดีตเริ่มเลื่อนหายไปมาก 

วัฒนธรรมไทย : ด้านภาษา


ต่อไปก็เป็นวัฒนธรรมด้านภาษา ด้วยประเทศไทยมีภาษาเป็นของตนเองมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเนื่องจากประเทศไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดในโลก ทำให้เรามีภาษาไทยใช้มาจนถึงปัจจุบัน และในประเทศไทยก็มีภาษาทางการ คือภาษากลาง ซึ่งคนในประเทศไม่ว่าจะอยู่ในภาคไหนก็สามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษากลางนั้นเอง เพราะในประเทศไทยเรามีถึง 4ภาคหลักและในแต่ละภาคก็ใช้ภาษาที่แตกต่างกันไปบ้าง ดังนั้นเพื่อให้คนไทยสามารถสื่อสารตรงกันได้เราจึงมีภาษากลางเกิดขึ้นนั่นเอง

วัฒนธรรมไทย : ด้านอาหาร


วัฒนธรรมที่มีความสำคัญกับคนไทยไม่น้อยไปกว่าวัฒนธรรมด้านการแต่งกายและวัฒนธรรมด้านภาษาคือวัฒนธรรมด้านอาหาร ซึ่งวัฒนธรรมด้านอาหารของคนไทยนั้นก็มีมาตั้งแต่สมัยอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะอาหารการกินที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมแล้วเราจะเรียกว่าวัฒนธรรมอาหารไทย ซึ่งอาหารไทยนั้นมีมากมายที่ขึ้นชื่อของไทย และโด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำกุ้ง ผัดไทย เป็นต้น อาหารถือเป็นวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งของไทย ที่คนไทยควรให้ความสำคัญ และถือว่าอาหารไทยก็ไม่แพ้อาหารของชนชาติใด

วัฒนธรรมมีความสำคัญต่อคนไทยและสังคมไทยหลายประการ ดังนี้



1. เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญและเชิดชูเกียรติของบุคคลและประเทศชาติ
2. เป็นเครื่องที่แสดงถึงบุคลิกลักษณะประจำชาติและดำรงความเป็นชาติไทย
3. เป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุข
4. เป็นเครื่องช่วยให้คนไทยภูมิใจในชาติไทย
5. เป็นเครื่องช่วยในการสร้างสัมพันธ์กับนานาชาติ โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกันและนำมาปรับใช้กับสังคมไทย

ลักษณะของวัฒนธรรมไทย

1. วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรม นับตั้งแต่อดีตคนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าว ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย เช่น พิธีแรกนาขวัญ พิธีสู่ขวัญข้าว เป็นต้น
2. วัฒนธรรมไทยมีแบบแผนทางพิธีกรรม มีขั้นตอน รวมถึงองค์ประกอบในพิธีหลายอย่าง เช่นการทำพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำศพ พิธีมงคลสมรส เป็นต้น
3. วัฒนธรรมไทยเป็นความคิด ความเชื่อ และหลักการ ที่เป็นองค์ความรู้ซึ่งเกิดจากการสั่งสมและสืบทอดกันมา เช่นความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และศาสนา ค่านิยมการรักนวลสงวนตัวของสตรี เป็นต้น
4. วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมแบบผสมผสาน นอกจากคนไทยจะมีวัฒนธรรมเป็นของตนแล้ว ยังมีการรับวัฒนธรรมของชาติอื่นมาด้วย เช่น การไหว้ จากอินเดีย การปลูกบ้านโดย ใช้คอนกรีต จากวัฒนธรรมตะวันตก หรือการทำสวนยกร่อง จากวัฒนธรรมจีนเป็นต้น
5. วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็น การดำเนินชีวิต บรรทัดฐานทางสังคม ศิลปกรรม วรรณกรรม พิธีกรรม ตลอดจนประเพณีต่างๆ
เช่น การตักบาตรเทโว ประเพณีการตักบาตรเทโว ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีถวายสลากภัต เป็นต้น จนอาจกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานสำคัญต่อลักษณะทาง วัฒนธรรมไทย
ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านเครื่องมือช่าง

ชาวบ้านละหู่มีความเชื่อกันว่า สมัยก่อนพระเจ้าเป็นผู้สร้างสิ่งมีชีวิตทั้งหลายขึ้นมา แต่ยังขาดคนตีเหล็กสำหรับไว้ตีเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำไร่ทำสวน เช่น มีด จอบ เป็นต้น พระเจ้าจึงได้สร้าง จะลี้ ขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่เป็นคนตีเหล็กประจำหมู่บ้านลาหู่ เมื่อเครื่องมือการทำไร่ทำสวนชำรุดเสียหาย จะลี้ก็จะซ่อมให้ และถ้าเครื่องมือที่ทำมีขนาดใหญ่ เจ้าของที่จะให้ทำเครื่องมือนั้นก็ต้องไปช่วยจะลี้ทำด้วย เมื่อชาวบ้านได้รับผลผลิตจากการทำไร่ทำสวน ก็ต้องนำผลผลิตนั้นมาให้จะลี้ก่อนเป็นคนแรก และจะลี้ก็จะอวยพรให้ผลผลิตในปีนี้ รวมถึงปีต่อ ๆ ไปอุดมสมบูรณ์ และเจริญงอกงาม นอกจากนี้ ชาวบ้านต้องไปช่วยครอบครัวของจะลี้ถางไร่ ปลูกข้าว และเก็บเกี่ยวด้วยเมื่อจะลี้ว่างจากการตีเครื่องมือทำไร่ทำสวนแล้ว ก็จะทำเครื่องมือในการล่าสัตว์ให้กับชาวบ้าน เช่น ปืนแก๊ป มีด เป็นต้น และถ้าชาวบ้านล่าได้สัตว์ใหญ่ก็ต้องแบ่งส่วนคอของสัตว์นั้นให้จะลี้ด้วย ถ้าหากจะลี้เสียชีวิตลง คนในหมู่บ้านก็จะต้องเลือกจะลี้คนใหม่ขึ้นมาแทนจะลี้คนที่เสียชีวิตไป โดยคนที่จะมาเป็นจะลี้คนใหม่ต้องเป็นคนที่มีความสามารถ และเชี่ยวชาญในการตีเหล็กเป็นอย่างดี ซึ่งชาวบ้านก็จะปฏิบัติเช่นนี้ยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน


ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน หมายถึง พื้นเพ รากฐานของความรู้ชาวบ้าน ซึ่งได้รับการศึกษา อมรม สั่งสม และถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ หรือ เป็นความรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น จากประสบการณ์ตรงของตนเอง ซึ่งได้เรียนรู้จากการทำงานจากธรรมชาติแวดล้อม สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เสริมสร้างความสามารถ ทำให้คนมีชีวิตร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นความรู้ที่สร้างสรรค์ และมีส่วนเสริมสร้างการผลิตภูมิปัญญา งานช่างฝีมือของชาวบ้านขอม เกิดจากการสั่งสม มีการสืบทอด และถ่ายทอด จากบรรพบุรุษ เป็นประสบการณ์ตรงได้เรียนรู้จากการทำงานจากธรรมชาติ แวดล้อม โดยที่พื้นบ้านของชาวบ้านขอมอยู่ริมน้ำบางขาม มีไม้ไผ่จำนวนมาก มีการนำไม้ไผ่มาใช้ทำเครื่องใช้ ต่าง ๆ ในครัวเรือน เครื่องมือประกอบอาชีพ และมีการพัฒนาทำเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของท้องถิ่น มีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากครัวเรือนสู่ชุมชนท้องถิ่น จัดตั้งกลุ่ม รวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นสหกรณ์ มี การบริหารจัดการที่ดี เผยแพร่ประชาสัมพันธ์จากท้องถิ่นสู่ชุมชนเมือง จากชุมชนเมืองสู่ชุมชนประเทศ โดยได้รับการยกย่องเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว โดยที่ภูมิปัญญาของชาวบ้านขอม สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านขอม สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านขอม มีการถ่ายทอด สืบทอด พัฒนา หากแต่ภูมิปัญญางานช่างฝีมือจักสานขาดความสนใจจากเยาวชน หรือชุมชนในท้องถิ่นแล้ว ภูมิปัญญา ดังกล่าว ก็เสี่ยงที่จะสูญหายไป อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ดังนั้น แนวทางการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ภูมิปัญญาชาวบ้าน 



งานไม้แกะสลัก นับว่าเป็นงานศิลปกรรมที่ช่างไทยทำกันมาแต่โบราณ ทั้งนี้จะเห็นได้จากผลงานแกะสลักลวดลายประดับอาคาร สถาปัตยกรรม เช่น ลวดลายหน้าบัน คันควย ช่อฟ้า ใบระกา บานประตูแสดงให้เห็นถึงความสามารถของช่างไทยที่มีการเรียนรู้ การถ่ายทอด และวิวัฒนาการฝีมือในการประดิษฐ์ ศิลปกรรมอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบทอดกันมาหลายร้อยปี ซึ่งลักษณะลวดลายแกะสลักมักจะสืบทอดประเพณีนิยมโบราณ ซึ่งถือว่าเป็นศิลปะประจำชาติของไทย วัสดุงานไม้แกะสลัก วัสดุที่นิยมใช้ในการแกะสลักคือ ไม้สัก เพราะไม้สักเป็นไม้ที่ไม้แข็งจนเกินไป สามารถใช้เครื่องมือแกะสลักได้ง่าย นอกจากนี้ไม้สักยังเป็นไม้ที่ค่อนข้างจะทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ไม่หดตัวมากนัก เมื่อแกะสลักจะไม่ทำให้เสียรูปทรงและยากแก่การทำลายจากการกัดกินของปลวก


เครื่องเบญจรงค์



ครื่องเบญจรงค์เป็นเครื่องถ้วยที่มีการลงสีที่พื้นและลวดลาย เป็นเครื่องปั้นดินเผาประเภท เซรามิคส์  (Ceramics)  ใช้เนื้อดิน  ประเภทพอร์ซเลน  (Porcelain ware) โดยเป็นเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เขียนลายด้วยวิธีลงยา  หรือสีผสมเคลือบ  (Enamel) เป็นงานที่มีต้น  กำเนิดในประเทศจีน  ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่  20  ในรัชสมัยพระเจ้าซวนเต๊อะ  (พ.ศ. 1969-1978)  สมัยราชวงศ์หมิง  มีการผลิตครั้งแรก  ในแคว้นกังไซ    มณฑลเจียงซี  (หรือที่คนไทยเรียกว่า  กังไส)  และพัฒนาต่อมาจนเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยพระเจ้าเฉิงฮั่ว  (พ.ศ. 2008-2030)  การเขียนลายตามแบบของจีนจะใช้ตั้งแต่  สีขึ้นไป  มีชื่อเรียกในภาษาจีนต่างๆกัน  เช่น  อู๋ไฉ่  โต้วไฉ่  เฝินไฉ่  และฝาหลั่งไฉ่  ส่วนที่เป็นของไทยนั้น  จะนิยมลง  5  สีด้วยกัน  คือ  ขาว  เหลือง  ดำ  แดง  เขียว (คราม)  จึงเรียกว่า  เครื่องเบญจรงค์  หรือ  5  สี  โดยทั้ง  5  สีนี้จัดได้ว่าเป็นแม่สีเครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทย
การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

การอนุรักษ์วัฒธรรมไทยนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันของคนไทยทุกคนมีวิธีการ ดังนี้
1. ศึกษา ค้นคว้า และการวิจัยวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งที่มีการรวบรวมไว้แล้วและยังไม่ได้ศึกษา เพื่อทราบความหมาย และความสำคัญของวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นมรดกของไทยอย่างถ่องแท้ ซึ่งความรู้ดังกล่าวถือเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต เพื่อให้เห็นคุณค่า ทำให้เกิดการยอมรับ และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ต่อไป
2. ส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่า ร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติและของท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้าใจและมั่นใจแก่ประชาชนในการปรับเปลี่ยนและตอบสนองกระแสวัฒนธรรมอื่นๆ อย่างเหมาะสม
3. รณรงค์ให้ประชาชนและภาคเอกชน ตระหนักในความสำคัญ ของวัฒนธรรมว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้การรับผิดชอบร่วมกันในการส่งเสริมสนับสนุน ประสานงานการบริการความรู้ วิชาการ และทุนทรัพย์สำหรับจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม
4. ส่งเสริมและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยการใช้ศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นสื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน
5. สร้างทัศนคติ ความรู้ และความเข้าใจว่าทุกคนมีหน้าที่เสริมสร้าง ฟื้นฟู และการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติของชาติ และมีผลโดยตรงของความเป็นอยู่ของทุกคน
6. จัดทำระบบเครื่อข่ายสารสนเทศทางด้านวัฒนธรรมเพื่อเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ สามารถเลือกสรร ตัดสินใจและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตทั้งนี้สื่อมวลชนควรมีบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนงานด้านวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้นด้วย







ประเพณีไทย

ประวัติประเพณีไทย


    คำว่าประเพณีหมายถึง ขนบธรรมเนียม แบบแผน (พจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน, 2493 : 569)
ประเพณี คือ ความประพฤติที่หมู่ชนหมู่หนึ่งถือเป็นธรรมเนียม หรือเป็นแบบแผนสืบต่อกันมาจนเป็นพิมพ์เดียวกัน ถ้าใครในหมู่ประพฤตินอกแบบก็เป็นการผิดประเพณี (เสฐียรโกเศศ, 2500/ประเพณีไทย/บทนำ)
ประเพณีเป็นเรื่องของพิธีปฎิบัติสืบๆมามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขคงไว้บ้างประเพณีไทยแสดงถึงความสัญลักษณ์ของชาติ(แปลก สนธิรักษ์, 2523: 193)โดยเนื้อหาสาระแล้วประเพณี คือ สิ่งที่คนในสังคมส่วนรวมสร้างขึ้นให้เป็นมรดกที่ผู้เป็นทายาทจะต้องรับไว้และปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งๆขึ้นไปรวมทั้งการเผยแพร่ แก่คนในสังคมอื่นอีกด้วย


ประเภทของประเพณี
ประเพณีนั้นเราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1.จารีตประเพณี(Mores) คือประเพณีที่ต้องประพฤติเป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรมและจรรยาของสังคม ถือกันว่ามีคุณค่าต่อบุคคลในสังคมนั้นๆใครฝ่าฝืนหรือเฉยเมยถือว่าเป็นการละเมิดกฎของสังคมผิดประเพณีของสังคม ถือเป็นความผิดความชั่วมีโทษ เช่น ประเพณีการแต่งงาน เป็นต้น

2.ขนบประเพณี(Institution)คือประเพณีที่วางเป็นระเบียบไว้จะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม โดยตรง เช่น เขียนเป็นกฎหรือระเบียบให้กระทำร่วมกันมีข้ออ้างอิงเป็นตัวบทกฏเกณฑ์ โดยอ้อมหรือโดยปริยาย คือ รู้กันเองถือสืบๆกันมา คนในถิ่นนั้นปฎิบัติกันอย่างนั้นๆ เช่น ประเพณีทำบุญเลี้ยงพระของไทย เป็นต้น

3.ธรรมเนียมประเพณี (Convention)คือ เรื่องเกี่ยวกับธรรมดาสามัญของสามัญชนไม่ถือเอาผิดเอาถูก ไม่มีการลงโทษปรับไหมเหมือนจารีตประเพณีไม่มีระเบียบเคร่งครัดเหมือนขนบประเพณีผู้ทำผิดประเพณีนี้ไม่ถือเป็นเรื่องเสียหายหรือมีโทษมากนักเพียงแต่ถือว่าผู้ผิดประเพณีเป็นผู้ไร้การศึกษาขาดคุณสมบัติผู้ดี เช่น การแต่งกายไม่ถูกกาลเทศะ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน อันไม่เหมาะสม เป็นต้น

ลักษณะของประเพณีไทย
ประเพณีไทยแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1.ประเพณีส่วนบุคลได้แก่ ประเพณีเกี่ยวกับการแต่งงาน ประเพณีการเกิด ประเพณีการตาย ประเพณีการบวช ประเพณีการขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีทำบุญอายุ เป็นต้น

2.ประเพณีส่วนรวม ได้แก่ ประเพณีทางศาสนาต่างๆเช่นประเพณีการทำบุญเข้าพรรษาออกพรรษาประเพณีลอยกระทง ประเพณีเทศกาลสงกรานต์ และประเพณีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น

ประวัติการเข้าพรรษา


      ประวัติวันเข้าพรรษานั้นเริ่มต้นจากเมื่อสมัยพุทธกาลโดยพระพุทธเจ้าเป็นผู้กำหนดขึ้นเนื่องจากมีผู้มาเรียกว่า  พระภิกษุสงฆ์เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยไม่หยุดหย่อนเลยแม้กระทั่งหน้าฝนที่ฝนตกหนักและน้ำหลาก การเดินทางลำบาก กระทั้งบางครั้งพระสงฆ์เหล่านั้นยังเดินไปเหยียบย่ำพืชผักหรือผลผลิตที่กำลังเติบโต และกำลังผลิดอกออกผลได้รับความเสียหาย
ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้กำหนดให้ฤดูฝนเป็นฤดูสำหรับการหยุดพักการเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาของพระสงฆ์โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันแรม 1ค่ำเดือน เป็นวันเข้าพรรษาจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน11 และเป็นวันออกพรรษาเพื่อพระสงฆ์จะได้หยุดพักจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและได้ปฏิบัติและศึกษาพระธรรมเพิ่มเติมและสั่งสอนลูกศิษย์หรือพระใหม่ที่เพิ่งบวชได้ร่ำเรียนธรรมะอย่างเต็มที่ โดยให้พระสงฆ์อยู่ประจำที่ไม่ไปจำวัดที่อื่นตลอดระยะเวลา เดือนที่เข้าพรรษานั้นแม้แต่คืนเดียวหากพระสงฆ์ไม่สามารถกลับมาทันก่อนรุ่งสางถือว่าภิกษุนั้นขาดพรรษาแต่มีข้อยกเว้นหากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถกลับมาได้ทัน แต่ต้องกลับมาภายใน วัน

ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮเมืองแพร่แห่ตุงหลวงจังหวัดแพร่


       ย้อนอดีตเก่าแก่  เมืองแพร่เมืองงาม  เล่าขานตำนานช่อแพร่ช่อแฮแหล่งประดิษฐานพระเกศาธาตุ  พระบรมสารีริกธาตุ  พระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า  เมื่อถึงวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ใต้ เดือน ๖ เหนือ  พุทธศาสนิกชนหลั่งไหลไหว้พระธาตุช่อแฮ  เมืองแพร่  แห่ตุงหลวง  ถวายแด่องค์พระธาตุสืบมา
ตำนานเก่าแก่แห่งเมืองมนต์ขลังเล่าว่า อดีตกาล พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงดอยโกสิยธชัคคะบรรพตและได้มอบพระเกศาธาตุให้ขุนลั๊วอ้ายก้อมไปบรรจุในผอบแก้วแล้วนำไปไว้ในถ้ำด้านตะวันออกของดอยที่ประทับ ซึ่งผ้าแพรที่ขุนลั๊วอ้ายก้อมนำมารองรับพระเกศาธาตุนั้นเรียกว่า ผ้าแฮ” นิยมนำผ้าแฮ หรือผ้าแพรมาประดิษฐ์เป็นช่อ หรือธง แล้วทำการถวายสักการะเป็นพุทธบูชา ต่อมาภายหลังเพี้ยนมาเป็น  “ช่อแฮ่”  หรือ  “ช่อแพร่” โดยครั้งนั้นพระพุทธเจ้าทรงมีรับสั่งว่า  ต่อไปเมืองนี้จะชื่อเมืองแพร่และหลังจากที่พระองค์ปรินิพพานแล้ว ให้นำพระธาตุข้อศอกข้างซ้ายมาประดิษฐ์ที่นี่ด้วยและหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว๒๑๘ ปี  พระเจ้าอโศกมหาราชและพระอรหันต์จำนวนมากได้ร่วมกันอธิษฐานอันเชิญพระบรมสารีกริกธาตุที่ได้บรรจุในผอบแก้วที่เตรียมไว้นั้นไปสถิตในสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงหมายไว้แต่เดิม  แล้วประกาศแก่เทวดาทั้งหลายให้พิทักษ์รักษาตลอดไป  จนกว่าจะหมดอายุแห่งพระพุทธศาสนา ๕๐๐๐ พระวัสสา

ประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ  จังหวัดสุโขทัย

     
 ประเพณีไทย  “พระราชพิธีจองเปรียง แห่งเมืองสุโขทัย เผาเทียน เล่นไฟ พลุ ตะไล ไฟพะเนียงโคมลอยรูปดอกกระมุทที่สุดของโคมแห่นางนพมาศบูชาพระพุทธมหานัมมทา
 วันขึ้น๑๕ ค่ำเดือน๑๒  ประชาราษฎร์กล่าวขาน ลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ร่วมแรงศรัทธาเผาเทียนบูชาพระรัตนตรัย สว่างไสวพร้อมกัน
พระราชพิธีจองเปรียงมีมาแต่โบราณ ช่วงสมเด็จพระร่วงเจ้าจากหลักฐานในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ได้กล่าวถึงนางนพมาศว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระร่วงเจ้า พร้อมด้วยพระอัครมเหสีและพระสนฝ่ายใน เสด็จลงประพาสลำน้ำในวันขึ้น๑๕ ค่ำเดือน๑๒ ตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน เพื่อทอดพระเนตรการนักขัตฤกษ์ นางนพมาศจึงได้ประดิษฐ์กระทงถวายเป็นรูปดอกกระมุทหรือรูปดอกบัว สมเด็จพระร่วงเจ้าพอพระทัยมากจึงประกาศว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า กษัตริย์ในสยามประเทศถึงการกำหนดนักขัตฤกษ์  วันเพ็ญเดือน๑๒ พระราชพิธีจองเปรียง แล้วก็ให้กระทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทอุทิศสักการบูชาพระพุทธมหานัมมทาน  ตราบเท่ากัลปาวสาน” 

       

ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ  จังหวัดอุทัยธานี


เทโวโรหณะ  วิถีแห่งศรัทธาต่อศรัทธา
          
          “ขึ้นแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑  ถึงกำหนดเวียนมาบรรจบ ณ วัดสังกัตรัตนคีรี  ประเพณีตักบาตรเทโว  พระสงฆ์หลายร้อยรูปเดินลงจากยอดเขา  ผ่านบันได ๔๔๙ ขั้นสู่เบื้องล่างที่ยังเนืองแน่นไปด้วยพุทธศาสนิกชนเรือนหมื่น ที่ยังคงยึดมั่นในวิถีปฏิบัติดั้งเดิม  อันสะท้อนภาพแรงศรัทธาที่สุกสว่าง  ภายในจิตใจของทุกคน
อุทัยธานี  ชุมชนลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง  เมืองเล็กๆ ที่อบอุ่นและมากด้วยไมตรีจิตที่พร้อมมอบให้แก่คนต่างถิ่นและรอให้เข้ามาสัมผัส  วัฒนธรรม  ประเพณีไทยที่ยังคงเอกลักษณ์และห่างไกลสิ่งเจือปนจากภายนอก  บางคนมักจะละเลยผ่านไปแต่ลองหยุดแวะพัก ค่อยๆปล่อยชีวิตให้เดินช้าลง คุณจะหลงรักเมืองแห่งนี้ได้ไม่ยาก ณ บริเวณศูนย์กลางของเมือง  ยอดเขาสะแกกรังยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  ที่มีความเชื่อมาแต่โบราณกาลว่าเป็นที่ตั้งของซากโบราณสถาน  ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๐  พระปลัดใจ  เจ้าอาวาสวัดทุ่งแก้วและชาวอุทัยธานีได้ลงแรงช่วยกันสร้างมณฑปสิริมหามายากุฎาคารพร้อมก่อสร้างวัดสังกัตรัตนคีรีมงคลประไพอุทัยเขตขึ้นจนกลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวอุทัยธานีและชาวไทยเรื่อยมา

ประเพณีวิ่งควาย  จังหวัดชลบุรี


ลานกว้าง  คือสนามประลองเจ้าแห่งความเร็วของเจ้าทุยเพื่อนรัก  สัตว์เลี้ยงคู่ใจชาวนาไทยครั้งอดีต  ที่ต่างวางคันไถ  ออกจากท้องนาขึ้นมาช่วงชิงชัยชนะในสนามการแข่งขันวิ่งควาย  ประเพณีที่สร้างความคึกคักเร้าใจ  ได้ทุกช่วงวินาทีที่ผู้บังคับประสานเป็นหนึ่งกับเจ้าทุย  ขับเคี่ยวกับคู่แข่งที่ขนาบทั้งซ้ายขวา  มุ่งหน้าเข้าสู่เส้นชัย  เพียงช่วงเวลาไม่กี่นาที
ใกล้เข้าสู่เทศกาลออกพรรษา  ผ่านพ้นช่วงการไถหว่านของชาวนาที่มีควายไทยเป็นแรงงานหลักในการไถแปลงนาให้พร้อมสำหรับการเพาะปลูกข้าว เมื่อทำงานหนักเสร็จสิ้นก็ได้เวลาในการพักแต่ระหว่างที่รอการเก็บเกี่ยวผลผลิต ช่วงนี้เองที่ชาวนาจะได้มีโอกาสนำผลผลิตจากฤดูก่อนหน้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนกันในตลาด บางคนใช้ควายเป็นพาหนะขนของ  ยางคนก็แต่งองค์ทรงเครื่องให้ควายของตนสวยงาม จนเมื่อเสร็จสิ้นการพบปะพูดคุย  จึงชักชวนกันนำควายของตนมาวิ่งแข่งขันกัน จนกลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องมาจวบจนปัจจุบัน

ประเพณีการแห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์  จังหวัดนครปฐม


แสงนวลจากจันทร์วันเพ็ญส่องสว่างค่ำคืนให้รื่นเริงไปพร้อมกับเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ประจำปี ผู้คนจากทั่วสารทิศร่วมบูชาพระบรมสารีริกธาตุด้วยเคารพศรัทธา เสริมสร้างสิริมงคลแก่ชีวิต  แล้วร่วมแรงร่วมใจแห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์ อิ่มบุญแล้วยังได้สนุกครึกครื้นไปกับบรรยากาศงานวัด  กิจกรรม  การประกวด  และการละเล่น  จึงมากมายรอยยิ้ม  ความสุขเช่นทุกๆ ปี
เทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ พิธีที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมายาวนานนับร้อยปีของชาวนครปฐม เมื่อวันเวลาผ่านมาถึงคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองของทุกปี องค์พระปฐมเจดีย์มีผู้คนหลั่งไหลมากราบไหว้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ ดั่งได้เฝ้าอยู่เบื้องพระยุคลบาทแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างสิริมงคลแก่ชีวิตท่ามกลางแสงนวลจากจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญ ยามต้ององค์พระปฐมเจดีย์ปูชนียสถานซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานคู่แผ่นดินสุวรรณภูมิ นับแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหารา นับอายุกว่าพันปีที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ภายใต้พระเจดีย์ใหญ่รูประฆังคว่ำปากผายมหึมา โครงสร้างเป็นไม้ซุง รัดด้วยโซ่เส้นมหึมาก่ออิฐ  ถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องปูทับ ประกอบด้วยวิหาร ๔ ทิศ กำแพงแก้ว ๒ ชั้น งดงามเคียงคู่กาลเวลา


ประเพณีตักบาตรดอกไม้  จังหวัดสระบุรี


น้อมนมัสการรอยพระพุทธบาท ร่วมทำบุญตักบาตรตามวิถีปฏิบัติ ในงานประเพณีตักบาตรดอกไม้ เนื่องในเทศกาลวันเข้าพรรษา ตลอดช่วงเช้าและช่วงบ่ายพระสงหลายร้อยรูป บิณฑบาตเหล่าดอกเข้าพรรษาสีเหลือง ขาว และน้ำเงินม่วง ซึ่งจะเบ่งบานในช่วงวันเข้าพรรษา ที่พุทธศาสนิกชนหลายหมื่นแสนต่างพร้อมใจนำมาถวายด้วยศรัทธาอันแรงกล้า เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน
ดอกเข้าพรรษากำลังเบ่งบานอยู่รายรอบภูเขา บริเวณใกล้กับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร  นับเป็นสัญญาณที่บอกให้ทราบว่าใกล้ถึงช่วงวันเข้าพรรษา แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นวาระมงคลที่พุทธศาสนิกชนจะมาพร้อมกันเพื่อถวายดอกเข้าพรรษาแก่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อนำไปสักการะแด่พระเจดีย์จุฬามณีตามความเชื่อดั้งเดิม