วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

ประเพณีไทย

ประวัติประเพณีไทย


    คำว่าประเพณีหมายถึง ขนบธรรมเนียม แบบแผน (พจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน, 2493 : 569)
ประเพณี คือ ความประพฤติที่หมู่ชนหมู่หนึ่งถือเป็นธรรมเนียม หรือเป็นแบบแผนสืบต่อกันมาจนเป็นพิมพ์เดียวกัน ถ้าใครในหมู่ประพฤตินอกแบบก็เป็นการผิดประเพณี (เสฐียรโกเศศ, 2500/ประเพณีไทย/บทนำ)
ประเพณีเป็นเรื่องของพิธีปฎิบัติสืบๆมามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขคงไว้บ้างประเพณีไทยแสดงถึงความสัญลักษณ์ของชาติ(แปลก สนธิรักษ์, 2523: 193)โดยเนื้อหาสาระแล้วประเพณี คือ สิ่งที่คนในสังคมส่วนรวมสร้างขึ้นให้เป็นมรดกที่ผู้เป็นทายาทจะต้องรับไว้และปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งๆขึ้นไปรวมทั้งการเผยแพร่ แก่คนในสังคมอื่นอีกด้วย


ประเภทของประเพณี
ประเพณีนั้นเราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1.จารีตประเพณี(Mores) คือประเพณีที่ต้องประพฤติเป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรมและจรรยาของสังคม ถือกันว่ามีคุณค่าต่อบุคคลในสังคมนั้นๆใครฝ่าฝืนหรือเฉยเมยถือว่าเป็นการละเมิดกฎของสังคมผิดประเพณีของสังคม ถือเป็นความผิดความชั่วมีโทษ เช่น ประเพณีการแต่งงาน เป็นต้น

2.ขนบประเพณี(Institution)คือประเพณีที่วางเป็นระเบียบไว้จะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม โดยตรง เช่น เขียนเป็นกฎหรือระเบียบให้กระทำร่วมกันมีข้ออ้างอิงเป็นตัวบทกฏเกณฑ์ โดยอ้อมหรือโดยปริยาย คือ รู้กันเองถือสืบๆกันมา คนในถิ่นนั้นปฎิบัติกันอย่างนั้นๆ เช่น ประเพณีทำบุญเลี้ยงพระของไทย เป็นต้น

3.ธรรมเนียมประเพณี (Convention)คือ เรื่องเกี่ยวกับธรรมดาสามัญของสามัญชนไม่ถือเอาผิดเอาถูก ไม่มีการลงโทษปรับไหมเหมือนจารีตประเพณีไม่มีระเบียบเคร่งครัดเหมือนขนบประเพณีผู้ทำผิดประเพณีนี้ไม่ถือเป็นเรื่องเสียหายหรือมีโทษมากนักเพียงแต่ถือว่าผู้ผิดประเพณีเป็นผู้ไร้การศึกษาขาดคุณสมบัติผู้ดี เช่น การแต่งกายไม่ถูกกาลเทศะ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน อันไม่เหมาะสม เป็นต้น

ลักษณะของประเพณีไทย
ประเพณีไทยแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1.ประเพณีส่วนบุคลได้แก่ ประเพณีเกี่ยวกับการแต่งงาน ประเพณีการเกิด ประเพณีการตาย ประเพณีการบวช ประเพณีการขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีทำบุญอายุ เป็นต้น

2.ประเพณีส่วนรวม ได้แก่ ประเพณีทางศาสนาต่างๆเช่นประเพณีการทำบุญเข้าพรรษาออกพรรษาประเพณีลอยกระทง ประเพณีเทศกาลสงกรานต์ และประเพณีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น

ประวัติการเข้าพรรษา


      ประวัติวันเข้าพรรษานั้นเริ่มต้นจากเมื่อสมัยพุทธกาลโดยพระพุทธเจ้าเป็นผู้กำหนดขึ้นเนื่องจากมีผู้มาเรียกว่า  พระภิกษุสงฆ์เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยไม่หยุดหย่อนเลยแม้กระทั่งหน้าฝนที่ฝนตกหนักและน้ำหลาก การเดินทางลำบาก กระทั้งบางครั้งพระสงฆ์เหล่านั้นยังเดินไปเหยียบย่ำพืชผักหรือผลผลิตที่กำลังเติบโต และกำลังผลิดอกออกผลได้รับความเสียหาย
ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้กำหนดให้ฤดูฝนเป็นฤดูสำหรับการหยุดพักการเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาของพระสงฆ์โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันแรม 1ค่ำเดือน เป็นวันเข้าพรรษาจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน11 และเป็นวันออกพรรษาเพื่อพระสงฆ์จะได้หยุดพักจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและได้ปฏิบัติและศึกษาพระธรรมเพิ่มเติมและสั่งสอนลูกศิษย์หรือพระใหม่ที่เพิ่งบวชได้ร่ำเรียนธรรมะอย่างเต็มที่ โดยให้พระสงฆ์อยู่ประจำที่ไม่ไปจำวัดที่อื่นตลอดระยะเวลา เดือนที่เข้าพรรษานั้นแม้แต่คืนเดียวหากพระสงฆ์ไม่สามารถกลับมาทันก่อนรุ่งสางถือว่าภิกษุนั้นขาดพรรษาแต่มีข้อยกเว้นหากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถกลับมาได้ทัน แต่ต้องกลับมาภายใน วัน

ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮเมืองแพร่แห่ตุงหลวงจังหวัดแพร่


       ย้อนอดีตเก่าแก่  เมืองแพร่เมืองงาม  เล่าขานตำนานช่อแพร่ช่อแฮแหล่งประดิษฐานพระเกศาธาตุ  พระบรมสารีริกธาตุ  พระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า  เมื่อถึงวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ใต้ เดือน ๖ เหนือ  พุทธศาสนิกชนหลั่งไหลไหว้พระธาตุช่อแฮ  เมืองแพร่  แห่ตุงหลวง  ถวายแด่องค์พระธาตุสืบมา
ตำนานเก่าแก่แห่งเมืองมนต์ขลังเล่าว่า อดีตกาล พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงดอยโกสิยธชัคคะบรรพตและได้มอบพระเกศาธาตุให้ขุนลั๊วอ้ายก้อมไปบรรจุในผอบแก้วแล้วนำไปไว้ในถ้ำด้านตะวันออกของดอยที่ประทับ ซึ่งผ้าแพรที่ขุนลั๊วอ้ายก้อมนำมารองรับพระเกศาธาตุนั้นเรียกว่า ผ้าแฮ” นิยมนำผ้าแฮ หรือผ้าแพรมาประดิษฐ์เป็นช่อ หรือธง แล้วทำการถวายสักการะเป็นพุทธบูชา ต่อมาภายหลังเพี้ยนมาเป็น  “ช่อแฮ่”  หรือ  “ช่อแพร่” โดยครั้งนั้นพระพุทธเจ้าทรงมีรับสั่งว่า  ต่อไปเมืองนี้จะชื่อเมืองแพร่และหลังจากที่พระองค์ปรินิพพานแล้ว ให้นำพระธาตุข้อศอกข้างซ้ายมาประดิษฐ์ที่นี่ด้วยและหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว๒๑๘ ปี  พระเจ้าอโศกมหาราชและพระอรหันต์จำนวนมากได้ร่วมกันอธิษฐานอันเชิญพระบรมสารีกริกธาตุที่ได้บรรจุในผอบแก้วที่เตรียมไว้นั้นไปสถิตในสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงหมายไว้แต่เดิม  แล้วประกาศแก่เทวดาทั้งหลายให้พิทักษ์รักษาตลอดไป  จนกว่าจะหมดอายุแห่งพระพุทธศาสนา ๕๐๐๐ พระวัสสา

ประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ  จังหวัดสุโขทัย

     
 ประเพณีไทย  “พระราชพิธีจองเปรียง แห่งเมืองสุโขทัย เผาเทียน เล่นไฟ พลุ ตะไล ไฟพะเนียงโคมลอยรูปดอกกระมุทที่สุดของโคมแห่นางนพมาศบูชาพระพุทธมหานัมมทา
 วันขึ้น๑๕ ค่ำเดือน๑๒  ประชาราษฎร์กล่าวขาน ลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ร่วมแรงศรัทธาเผาเทียนบูชาพระรัตนตรัย สว่างไสวพร้อมกัน
พระราชพิธีจองเปรียงมีมาแต่โบราณ ช่วงสมเด็จพระร่วงเจ้าจากหลักฐานในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ได้กล่าวถึงนางนพมาศว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระร่วงเจ้า พร้อมด้วยพระอัครมเหสีและพระสนฝ่ายใน เสด็จลงประพาสลำน้ำในวันขึ้น๑๕ ค่ำเดือน๑๒ ตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน เพื่อทอดพระเนตรการนักขัตฤกษ์ นางนพมาศจึงได้ประดิษฐ์กระทงถวายเป็นรูปดอกกระมุทหรือรูปดอกบัว สมเด็จพระร่วงเจ้าพอพระทัยมากจึงประกาศว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า กษัตริย์ในสยามประเทศถึงการกำหนดนักขัตฤกษ์  วันเพ็ญเดือน๑๒ พระราชพิธีจองเปรียง แล้วก็ให้กระทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทอุทิศสักการบูชาพระพุทธมหานัมมทาน  ตราบเท่ากัลปาวสาน” 

       

ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ  จังหวัดอุทัยธานี


เทโวโรหณะ  วิถีแห่งศรัทธาต่อศรัทธา
          
          “ขึ้นแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑  ถึงกำหนดเวียนมาบรรจบ ณ วัดสังกัตรัตนคีรี  ประเพณีตักบาตรเทโว  พระสงฆ์หลายร้อยรูปเดินลงจากยอดเขา  ผ่านบันได ๔๔๙ ขั้นสู่เบื้องล่างที่ยังเนืองแน่นไปด้วยพุทธศาสนิกชนเรือนหมื่น ที่ยังคงยึดมั่นในวิถีปฏิบัติดั้งเดิม  อันสะท้อนภาพแรงศรัทธาที่สุกสว่าง  ภายในจิตใจของทุกคน
อุทัยธานี  ชุมชนลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง  เมืองเล็กๆ ที่อบอุ่นและมากด้วยไมตรีจิตที่พร้อมมอบให้แก่คนต่างถิ่นและรอให้เข้ามาสัมผัส  วัฒนธรรม  ประเพณีไทยที่ยังคงเอกลักษณ์และห่างไกลสิ่งเจือปนจากภายนอก  บางคนมักจะละเลยผ่านไปแต่ลองหยุดแวะพัก ค่อยๆปล่อยชีวิตให้เดินช้าลง คุณจะหลงรักเมืองแห่งนี้ได้ไม่ยาก ณ บริเวณศูนย์กลางของเมือง  ยอดเขาสะแกกรังยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  ที่มีความเชื่อมาแต่โบราณกาลว่าเป็นที่ตั้งของซากโบราณสถาน  ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๐  พระปลัดใจ  เจ้าอาวาสวัดทุ่งแก้วและชาวอุทัยธานีได้ลงแรงช่วยกันสร้างมณฑปสิริมหามายากุฎาคารพร้อมก่อสร้างวัดสังกัตรัตนคีรีมงคลประไพอุทัยเขตขึ้นจนกลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวอุทัยธานีและชาวไทยเรื่อยมา

ประเพณีวิ่งควาย  จังหวัดชลบุรี


ลานกว้าง  คือสนามประลองเจ้าแห่งความเร็วของเจ้าทุยเพื่อนรัก  สัตว์เลี้ยงคู่ใจชาวนาไทยครั้งอดีต  ที่ต่างวางคันไถ  ออกจากท้องนาขึ้นมาช่วงชิงชัยชนะในสนามการแข่งขันวิ่งควาย  ประเพณีที่สร้างความคึกคักเร้าใจ  ได้ทุกช่วงวินาทีที่ผู้บังคับประสานเป็นหนึ่งกับเจ้าทุย  ขับเคี่ยวกับคู่แข่งที่ขนาบทั้งซ้ายขวา  มุ่งหน้าเข้าสู่เส้นชัย  เพียงช่วงเวลาไม่กี่นาที
ใกล้เข้าสู่เทศกาลออกพรรษา  ผ่านพ้นช่วงการไถหว่านของชาวนาที่มีควายไทยเป็นแรงงานหลักในการไถแปลงนาให้พร้อมสำหรับการเพาะปลูกข้าว เมื่อทำงานหนักเสร็จสิ้นก็ได้เวลาในการพักแต่ระหว่างที่รอการเก็บเกี่ยวผลผลิต ช่วงนี้เองที่ชาวนาจะได้มีโอกาสนำผลผลิตจากฤดูก่อนหน้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนกันในตลาด บางคนใช้ควายเป็นพาหนะขนของ  ยางคนก็แต่งองค์ทรงเครื่องให้ควายของตนสวยงาม จนเมื่อเสร็จสิ้นการพบปะพูดคุย  จึงชักชวนกันนำควายของตนมาวิ่งแข่งขันกัน จนกลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องมาจวบจนปัจจุบัน

ประเพณีการแห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์  จังหวัดนครปฐม


แสงนวลจากจันทร์วันเพ็ญส่องสว่างค่ำคืนให้รื่นเริงไปพร้อมกับเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ประจำปี ผู้คนจากทั่วสารทิศร่วมบูชาพระบรมสารีริกธาตุด้วยเคารพศรัทธา เสริมสร้างสิริมงคลแก่ชีวิต  แล้วร่วมแรงร่วมใจแห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์ อิ่มบุญแล้วยังได้สนุกครึกครื้นไปกับบรรยากาศงานวัด  กิจกรรม  การประกวด  และการละเล่น  จึงมากมายรอยยิ้ม  ความสุขเช่นทุกๆ ปี
เทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ พิธีที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมายาวนานนับร้อยปีของชาวนครปฐม เมื่อวันเวลาผ่านมาถึงคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองของทุกปี องค์พระปฐมเจดีย์มีผู้คนหลั่งไหลมากราบไหว้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ ดั่งได้เฝ้าอยู่เบื้องพระยุคลบาทแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างสิริมงคลแก่ชีวิตท่ามกลางแสงนวลจากจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญ ยามต้ององค์พระปฐมเจดีย์ปูชนียสถานซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานคู่แผ่นดินสุวรรณภูมิ นับแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหารา นับอายุกว่าพันปีที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ภายใต้พระเจดีย์ใหญ่รูประฆังคว่ำปากผายมหึมา โครงสร้างเป็นไม้ซุง รัดด้วยโซ่เส้นมหึมาก่ออิฐ  ถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องปูทับ ประกอบด้วยวิหาร ๔ ทิศ กำแพงแก้ว ๒ ชั้น งดงามเคียงคู่กาลเวลา


ประเพณีตักบาตรดอกไม้  จังหวัดสระบุรี


น้อมนมัสการรอยพระพุทธบาท ร่วมทำบุญตักบาตรตามวิถีปฏิบัติ ในงานประเพณีตักบาตรดอกไม้ เนื่องในเทศกาลวันเข้าพรรษา ตลอดช่วงเช้าและช่วงบ่ายพระสงหลายร้อยรูป บิณฑบาตเหล่าดอกเข้าพรรษาสีเหลือง ขาว และน้ำเงินม่วง ซึ่งจะเบ่งบานในช่วงวันเข้าพรรษา ที่พุทธศาสนิกชนหลายหมื่นแสนต่างพร้อมใจนำมาถวายด้วยศรัทธาอันแรงกล้า เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน
ดอกเข้าพรรษากำลังเบ่งบานอยู่รายรอบภูเขา บริเวณใกล้กับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร  นับเป็นสัญญาณที่บอกให้ทราบว่าใกล้ถึงช่วงวันเข้าพรรษา แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นวาระมงคลที่พุทธศาสนิกชนจะมาพร้อมกันเพื่อถวายดอกเข้าพรรษาแก่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อนำไปสักการะแด่พระเจดีย์จุฬามณีตามความเชื่อดั้งเดิม


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น